วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558



ลูกรัก  –  ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชงโก แห่งเบลารุส ให้ ด.ช.นิโคไล หรือโคลยา ลูกชายคนเล็กวัย 11 ขวบ หย่อนบัตรแทน ระหว่างไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี (เอพี)

“สาธารณรัฐเบลารุส” ประเทศเล็กๆ มีประชากรราว 10 ล้านคน ในยุโรปตะวันออก ซึ่งแยกตัวออกมาจากอดีตสหภาพโซเวียตในปี 2534 ตกเป็นข่าวใหญ่ 2 ข่าวซ้อน เมื่อสัปดาห์ก่อน

ข่าวแรกคือนางสเวตลานา อเล็กซีวิช นักข่าว-นักเขียน ชาวเบลารุส พิชิตรางวัลโนเบลวรรณกรรม อีกข่าวคือ นายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชงโก ผู้นำกำปั้นเหล็กวัย 61 ปี ผู้เคยได้รับฉายา “เผด็จการคนสุดท้ายแห่งยุโรป” ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่ 5 หลังกุมอำนาจมายาวนาน 21 ปี

ด้วยเหตุที่ผู้นำฝ่ายค้านถูกห้ามลงแข่ง ลูคาเชงโกจึงชนะฟ้าถล่ม ได้คะแนนเสียงถึง 83.5% มากกว่าครั้งไหนๆ ทิ้งห่างคู่แข่ง “โนเนม” 3 คนไม่เห็นฝุ่น

ลูคาเชงโกขึ้นกุมอำนาจตั้งแต่ปี 2537 และเริ่มปราบปรามฝ่ายค้านอย่างเฉียบขาดหลังประชาชนลุกฮือประท้วงผลการเลือกตั้งซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ทำให้เขาได้กุมอำนาจสมัยที่ 2 ในปี 2543 การเลือกตั้งครั้งต่อๆมา ก็มีการประท้วงกับการกวาดล้างรุนแรงทุกครั้ง จนสหภาพยุโรป (อียู) คว่ำบาตรเบลารุส รวมทั้งลูคาเชงโกและญาติมิตรบริวารราว 170 คน และอีก 14 องค์กร ในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน

แต่ครั้งนี้ลูคาเชงโกมาแปลก ก่อนเลือกตั้งเขาปล่อยนักโทษการเมือง แกนนำฝ่ายค้านถึง 6 คน อีกทั้งไม่กวาดล้างฝ่ายต่อต้านเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้นทันตา แม้คณะผู้สังเกตการณ์นานาชาติชี้ว่าการเลือกตั้งยังต่ำกว่ามาตรฐานประชาธิปไตย โดยเฉพาะการนับคะแนน

ภาพลักษณ์ใหม่นี้ ทำให้อียูกระเด้งรับลูก แบไต๋ว่าจะพิจารณายกเลิกการคว่ำบาตรเบลารุสก่อน 31 ต.ค.นี้ แต่ฝ่ายค้านชี้ว่าอียูซึ่งเป็นพันธมิตรกับ “พี่ใหญ่” สหรัฐอเมริกา ไม่ได้ปลื้มเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอะไรนัก แต่หวังดึงลูคาเชงโกมาเป็นพวก แข่งกับ “รัสเซีย” ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่

รัสเซีย “ลูกพี่เก่า” ช่วยเหลือด้านการเงินพยุงอำนาจลูคาเชงโกมาตลอด เมื่อลูคาเชงโกมีท่าทีจะหันไปซบมหาอำนาจตะวันตก รัสเซียจึงเฝ้าจับตาดูอย่างระแวดระวัง ยิ่งเมื่อความขัดแย้งกับตะวันตกทวีขึ้นหลังรัสเซียแทรกแซงศึกยูเครน และต่อมาเข้าแทรกแซงศึกซีเรีย รัสเซียจึงยิ่งต้องการดึงเบลารุสมาเป็นพวก ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ก็พูดย้ำก่อนเปิดศึกซีเรียว่า สนใจจะเข้าไปตั้งฐานทัพอากาศในเบลารุส


ดังแต่เด็ก – ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชงโก แห่งเบลารุส และนิโคไล หรือโคลยา ลูกชายคนที่ 3 วัย 11 ขวบ ถ่ายรูปร่วมกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ และนางมิเชล ภริยา ในงานเลี้ยงอาหารเที่ยง ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ครั้งที่ 70 ที่นิวยอร์ก (เอเอฟพี)
หลังลูคาเชงโกชนะเลือกตั้ง ปูตินรีบโทรศัพท์ไปแสดงความยินดี ย้ำว่าพร้อมจะกระชับสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตอนนี้ลูคาเชงโกจึงเนื้อหอม ถูกทั้งรัสเซียและตะวันตกรุมจีบ

ข่าวเรื่องเบลารุส ยังทำให้ชาวโลกพลอยได้รู้จักเด็กชายวัย 11 ขวบ ชื่อ “นิโคไล” หรือ “โคลยา” ลูกชายคนที่ 3 คนเล็กสุดของลูคาเชงโก ที่สื่อ ประโคมข่าวขณะไปลงคะแนนกับบิดา

ว่ากันว่าโคลยาถูกวางตัวเป็น “ทายาทอำนาจ” ของลูคาเชงโก ทั้งที่ไม่ใช่ลูกที่เกิดกับนางกาลินา ภริยา สตรีหมายเลข 1 แต่เป็นลูกของนาง อิรินา อาเบลสกายา อดีตแพทย์ส่วนตัวของเขา

ชาวเบลารุสเริ่มรู้จักโคลยาเมื่ออายุ 3 ขวบ พ่อลูกมักไปไหนมาไหนด้วยกันเป็นปาท่องโก๋ ใส่ชุดเข้ากัน ทั้งชุดสูทสากลและเครื่องแบบทหาร ส่วนนายทหารในกองทัพต่างทำวันทยหัตถ์เคารพโคลยาเยี่ยงนายพล

ในพิธีซ้อมรบร่วมกับรัสเซียปี 2552 โคลยาวัย 5 ขวบ ออกงานคู่กับลูคาเชงโกและดมิทรี เมดเวเดฟ นายกฯรัสเซีย เด็กน้อยคาดซองหนังใส่ “ปืนพกทองคำ” ประจำตัวที่เอวเดินกร่าง ลูคาเชงโกยังพาโคลยาไปพบปะคนดังของโลกมากมาย รวมทั้งฮูโก ชาเวซ อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และอดีตสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16

ลูคาเชงโกยังพาโคลยาไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติครั้งที่ 70 ที่นิวยอร์ก เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ทั้งยังได้จับมือถ่ายรูปกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน นางเผิง หลี่หยวน ภริยาของสี จิ้นผิง ถึงกับจุมพิตที่แก้มโคลยา

หนังสือพิมพ์ฝ่ายค้านเผยว่า ระหว่างพิธีในโบสถ์ โคลยาเคยทำท่าหยิ่งยโส โบกมือไล่พี่ชาย 2 คน ซึ่งเป็นลูกแท้ๆของลูคาเชงโก คือ “วิคเตอร์” วัย 39 ปี ซึ่งเป็นคนสนิทของประธานาธิบดีด้านความมั่นคง และ “ดมิทรี” วัย 35 ปี ผู้เป็นประธานสโมสรกีฬาของประธานาธิบดีด้วย

ลูคาเชงโกเคยแย้มกับชาเวซ อดีตผู้นำเวเนซุเอลา ว่าโคลยานี่แหละจะเป็นทายาทอำนาจของเขาใน 20-25 ปีข้างหน้า ส่วนชาวเบลารุสก็มีขำขันล้อเลียนว่า ลูคาเชงโกจะกุมอำนาจยาวไปถึงยุคโคลยา

เด็กคนนี้จึงไม่ธรรมดา แต่ “คนคำนวณ มิสู้ฟ้าลิขิต” ต้องดูกันยาวๆ ว่าอนาคตจะรุ่งหรือร่วง!


 บวร โทศรีแก้ว



ที่มา : thairath.co.th

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น