วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558


แน่ นอนว่าการที่สหรัฐอเมริกาส่งเรือรบและจรวดรบนำวิถี "ยูเอสเอส ลาสเซน" ฝ่าเข้าไปในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ บริเวณแนวปะการังในหมู่เกาะสแปรตลีนั้น ย่อมทำให้คลื่นความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจ จีน-สหรัฐ ในภูมิภาคอาเซียนก่อตัวเป็นคลื่นลูกใหญ่ขึ้นทันที

จีนแถลง ว่า "ไม่พอใจอย่างยิ่งยวด" ในความเคลื่อนไหวคุกคาม ต่ออำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของจีนในครั้งนี้ พร้อมเรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาเข้าไปรับทราบท่าทีประท้วงที่ระบุ ว่า เรือของสหรัฐนั้น "ล้ำเส้น" เข้าไปยังเขตแดนที่จีนตีขอบไว้ในระยะทางห่างจากแนวปะการังซูบิ (Subi Reef) 12 กิโลเมตร

เป็นขอบเขตที่สร้างสัมพันธ์อึมครึมกับสมาชิกในภูมิภาคอาเซียน
ใน ขณะที่ นายแอชตัน คาร์เตอร์ รมว.กลาโหมสหรัฐ กล่าวถึงแนวทางของสหรัฐว่า จะส่งพาหนะไปลาดตระเวนบิน ล่องเรือ หรือปฏิบัติการในที่ใดก็ตามที่กฎหมายระหว่างประเทศอนุญาต สหรัฐจะทำในช่วงเวลาและสถานที่ที่สหรัฐได้เลือกไว้แล้ว และโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ซึ่งรวมถึงทะเลจีนใต้ด้วย


ส่วน ประธานาธิบดีเบนิโน อาคีโน ผู้นำฟิลิปปินส์ คู่พิพาทสำคัญของจีนในศึกทะเลจีนใต้ กล่าวว่า ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติจากกรณีนี้ ในเมื่อสหรัฐทำตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ได้ตั้งใจกระทำการที่เป็นปรปักษ์จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง




"ตราบ เท่าที่ทุกคนทำตามกฎหมายระหว่างประเทศ กระผมไม่คิดว่าฟิลิปปินส์ควรมีความหวาดวิตกต่อการกระทำดังกล่าว" นายอาคีโนกล่าว ด้วยท่าทีพอใจที่การมาของสหรัฐทำให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาคนี้


พร้อม เสริมว่า การปรากฏของสหรัฐที่ทะเลจีนใต้จะไม่ส่งผลกระทบต่อคดีอนุญาโต ตุลาการที่มีจีนเป็นคู่กรณี หรือการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปก ซึ่งฟิลิปปินส์จะเป็น เจ้าภาพในเดือนหน้า


ฟิลิปปินส์พร้อมเปิดการเจรจาทวิภาคีกับจีนในการประชุมดังกล่าวด้วย


แม้ จีนจะอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะ พาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลีในทะเลจีนใต้มานานตั้งแต่ปี 2489 แต่มาเอาจริงเอาจังยิ่งขึ้นกับการจับจองพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ตั้งแต่ปี 2556 ด้วยการถมทรายเหนือแนวปะการัง และจากนั้นก็เพิ่มสิ่งปลูกสร้างเข้าไป ทั้งท่าเรือ ทั้งทางวิ่งเครื่องบินที่รองรับได้ทั้งเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบิน ประจัญบาน

ความเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าต้องการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศเพื่อยกระดับสถานะทางพรมแดน



สำนัก ข่าวเอพีให้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐว่า กฎหมายระหว่างประเทศนั้นอนุญาตให้เรือของกองทัพมีสิทธิจะผ่านเข้าไปยังเส้น ทางที่ยังไม่มีชาติใดครอบครอง และเรือของสหรัฐก็ไม่ได้เข้าไปแอบอ้างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใดๆ ในทะเลจีนใต้ ดังนั้น จึงมีเสรีภาพเต็มเปี่ยมทั้งทางฟ้าและทางน้ำ
 ใน เมื่อทะเลจีนใต้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 30 ของทั้งหมดในโลก เป็นแหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะมีทรัพยากรแร่ธาตุต่างๆ ใต้ทะเลอย่างมหาศา

ระหว่างที่บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม รวมไปถึงไต้หวัน ต่างอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่า

นาย จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ จึงแถลงย้ำว่า สหรัฐมีสิทธิที่จะเดินเรือในน่านน้ำระหว่างประเทศอย่างเสรี (Freedom of Navigation หรือ FON) เพราะการกระทำเช่นนั้นไม่ได้เป็นภัยกับใคร และสหรัฐก็ยังหวังที่จะกระชับความสัมพันธ์อันดีกับจีนต่อไป

ด้วยวาทะหยอดทิ้งท้ายเช่นนี้ จึงอาจตีความได้ว่าการเผชิญหน้าของสองมหา อำนาจในภูมิภาคอาเซียนจะยังอยู่ในระดับ "คุมเชิง" ต่อไป

หลัง จากเมื่อเดือนพฤษภาคม หน่วยกองทัพเรือของจีนในทะลจีนใต้เคยส่งสัญญาณเตือนเครื่องบินลาดตระเวน พี8-เอ โพไซดอนของสหรัฐมาก่อน ระหว่างที่เครื่องบินของสหรัฐบินผ่านแนวปะการังกากบาทไฟ (Fiery Cross Reef) พื้นที่ที่จีนขยายการก่อสร้างออกไป

ส่วนในครั้งนี้สื่อ แท็บลอยด์กระบอกเสียงของทางการจีนอย่างโกลเบิล ไทมส์ จะเขียนบทบรรณาธิการเรียกร้องให้รัฐบาลตอบโต้สหรัฐให้แข็งกร้าวขึ้น หากมีเรือโผล่เข้ามาเย้ยแบบนี้อีกในอนาคต


"เราควรจะแกะรอย เรือรบของสหรัฐ แทนที่จะปล่อยให้ผ่านไป เราจำเป็นต้องเข้าขัดขวางหรืออาจต้องขับไล่เรือรบนั้นออกไป อาจต้องใช้เรดาร์ล็อกไว้พร้อมส่งเครื่องบินไปบินเหนือเรือของสหรัฐ" โกลเบิลไทมส์ระบุ


แต่เชื่อได้ว่าในสถานการณ์จริง จีนน่าจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าในรูปแบบนี้ เพราะเหตุผลที่สหรัฐยกขึ้นมาอ้างนั้นเป็นข้อกฎหมายที่โต้แย้งได้ยาก


รา อูล เปโดรโซ ที่ปรึกษารองปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวว่าตามมาตรา 17 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล เรือทุกประเภทซึ่งรวมถึงเรือรบมีสิทธิล่องผ่านอาณาเขตดังกล่าว โดยสุจริต



เมื่อ สหรัฐไม่มีผลประโยชน์โดยตรงในทะเลจีนใต้ เป็นเพียง "พี่เลี้ยง" ให้กับสมาชิกในอาเซียนเช่นนี้ จีนต่างหากที่ต้องเตรียมพร้อมที่จะถูก "กวนใจ" อีกในอนาคต

ที่มา  khaosodonline.com

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น