วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558




เป็นอันว่าคู่ชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วย “โตโยต้าลีกคัพ 2015” จะเป็นการเปิดศึกดาร์บี้แมตช์อีสานใต้ ระหว่าง “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เข้าชิงถ้วยนี้เป็นสมัยที่ 6 พบกับ “กูปรีอันตราย” ศรีสะเกษ เอฟซี ซึ่งจารึกประวัติศาสตร์เข้าชิงฟุตบอลถ้วยรายการ เมเจอร์ของประเทศได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร

โดยรอบชิงดำ จะมีขึ้นในเดือนหน้า วันเสาร์ที่ 21 พ.ย.ที่เวมบลีย์เมืองไทย สนามศุภชลาศัย ซึ่งแชมป์รายการนี้จะได้รับเงินรางวัล 5 ล้านบาท พร้อมเป็นตัวแทนของลีกไทยไปชิงฟุตบอลถ้วย “แม่โขงคลับ” และถ้วย “โตโยต้าพรีเมียร์คัพ” ที่มีเงินรออยู่อีกเพียบ

สำหรับโฟกัสข่าวคราวฟุตบอลไทยในห้วงสัปดาห์นี้ หนีไม่พ้นการเปลี่ยนกุนซืออีกคำรบของทีม “อาชาเจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี หลังการแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งของ “โค้ชชาย” สมชาย ทรัพย์เพิ่ม ที่ไขก๊อกตัวเองเพื่อรับผิดชอบกับผลงานอันย่ำแย่ของทีมที่ตกลงไปอยู่รองบ๊วยของตารางเสี่ยงต่อการตกชั้นเป็นอย่างยิ่ง

โดยกุนซือคนใหม่รายที่ 5 ของการท่าเรือ ที่จะเข้ามากู้วิกฤติทีมในอีก 9 นัดที่เหลือ ก็คืออดีตกุนซือซามูไรของทีม ชลบุรี เอฟซี อย่าง “มาซาฮิโร วาดะ” ที่เปิดตัวกันไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่ง ณ เวลานี้ ท่าเรือรั้งอันดับ 17 ของตารางศึกโตโยต้าไทยพรีเมียร์ลีก

โจทย์ทั้ง 9 แมตช์ของกุนซือวาดะ จะเริ่มในวันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค.นี้ ซึ่งม้าเจ้าท่าจะยกพลออกไปเยือน ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ส่วนคู่ต่อกรที่เหลือมีดังนี้ อาร์มี่ ยูไนเต็ด (เหย้า), ทีโอที เอสซี (เยือน), ศรีสะเกษ เอฟซี (เหย้า), โอสถสภา เอ็ม 150 (เหย้า), นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี (เยือน), ชัยนาท ฮอร์นบิล (เหย้า), บางกอกกล๊าส เอฟซี (เยือน) และปิดท้ายที่แพท สเตเดียม กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

เป็นไงครับเห็นคิวอย่างนี้แล้ว ท่านคิดว่า โค้ชวาดะ จะเป็น “เทวดา” พาทีมการท่าเรือรอดตายจากการตกชั้นได้หรือไม่!

แต่ในส่วนตัวผม ยอมรับว่าไม่แน่ใจ และไม่มั่นใจเลยจริงๆกับสถานการณ์ท่าเรือยามนี้ที่ต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่กับกุนซือวาดะที่สมัยคุมชลบุรีผลงานเยี่ยมก็จริง แต่เท่าที่ทราบมามันมีเบื้องหลังมาจากทีมงานของฉลามชล โดยเฉพาะ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ที่คอยช่วยประคองพ่อโค้ชยุ่นคนนี้มาโดยตลอด

นี่ถ้าผมเป็น “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสร มาถึงขั้นนี้แล้วก็คงจะไม่ลงทุนไปจ้างโค้ชนอกราคาแพงมาทำทีมอีก เพราะมันเสี่ยงว่าจะ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ได้ไม่คุ้มเสียสู้เก็บเงินเอาไว้ แล้วดันให้ “อ.หรั่ง”

ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน ที่ปรึกษาใหญ่ของทีม ออกหน้ามาทำหน้าที่กุนซือให้ดูเป็นขวัญตามันเสียเลยดีกว่า

เพราะวิกฤติเป็นตายเท่ากันอย่างนี้ ไม่มี ใครอีกแล้วที่จะเหมาะสมเท่ากับปรมาจารย์ ลูกหนังที่ทุกคนซูฮก อย่าง “โค้ชหรั่ง” ชาญวิทย์ ซึ่งวิทยายุทธเพียบ

ผมคนนึงล่ะที่อยากเห็น อ.หรั่ง ทิ้งทวนงานโค้ชด้วยการพาท่าเรือหนีตกชั้นให้สำเร็จ

ภารกิจคืนรอยยิ้มให้ “มาดามแป้ง” และสาวกเจ้าท่าทั้งหลาย แค่บทบาทที่ปรึกษาทีม

ไม่เพียงพอหรอกครับ!!


ที่มา  thairath.co.th

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น