บรรยากาศทางการเมืองดูเงียบลงไปชั่วขณะ
ตามจังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. พยายามเก็บเนื้อเก็บตัว
หยุดการให้สัมภาษณ์แบบรายวันเหมือนที่ผ่านมาก
โดยยืนยันกับนักข่าวเลยว่า จะพูดเฉพาะประเด็นสำคัญที่จำเป็นจริงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการจุดชนวนเพิ่มความขัดแย้ง ประเทศเดินหน้าไม่ได้
ตามความตั้งใจ น่าจะไม่ต้องการยั่วแรงเสียดทานโดยไม่จำเป็น
แต่ที่ขยับตัวแรง เคลื่อนไหวชัดเจนเลยก็คือ ฝ่ายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินสายทัวร์ในภาคอีสาน นครราชสีมา หนองคาย อุดรธานี
พาลูกชายเข้าวัดทำบุญ จ่ายตลาด อุดหนุนสินค้าโอทอป
เลี่ยงเงื่อนไขกฎเหล็กของ คสช.ที่ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง
แต่นั่นก็ล้อไปกับยุทธศาสตร์ต่อเนื่องภายหลังการยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ ดักคอการใช้คำสั่งทางปกครองเรียกร้องค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว
ตามด้วยการปลุกเร้ากระแสในโซเชียลมีเดีย
ทั้งการจุดพลุระดมเงินบริจาคชาวนาช่วย “นายกฯปู” ถ้าโดนเรียกค่าเสียหายจากโครงการช่วยเหลือชาวนารากหญ้า ขณะเดียวกันก็มีการรณรงค์ในไลน์กรุ๊ปของเครือข่ายพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง นปช. ชักชวนให้ใส่เสื้อแดงทั่วประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายน
เพื่อให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ในการสู้คดี ทวงคืนความยุติธรรม
ตามเหลี่ยมทดสอบกระแส หยั่งสถานการณ์มวลชนผู้สนับสนุนในเชิงของโคตรเซียนการตลาด
อดีตผู้นำหญิงไม่ยอมโดนต้อนเข้ามุมเชือดง่ายๆ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันยังเป็นแค่การเดินเหลี่ยมกดดันวัดใจ ต่างฝ่ายต่างอยู่ในโหมดคุมเชิงกัน
ขณะที่สถานการณ์ในเส้นทางยาวๆ เป้าหมายปลายทางการปฏิรูปประเทศไทยตามธงของ คสช.ตามความคืบหน้าล่าสุดของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญภายใต้การนำของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประมุข “21 อรหันต์ทองคำ” ก็ยังอยู่แค่หมวด 3 สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย
โดยไฮไลต์จะอยู่ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะเปิดให้สื่อมวลชนเข้าฟังการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราในประเด็นพรรคการเมือง
นัยว่าเพื่อให้สื่อได้สะท้อนมุมมอง รวมถึงการนำเสนอเหตุผลข้อถกเถียงในหมู่คณะกรรมการร่างฯให้สาธารณะได้รับรู้เพื่อความเข้าใจตรงกัน
ไม่มีหมกเม็ดให้ระแวงวาระซ่อนเร้น
แต่ประเด็นแหลมคมที่ทำให้หลายฝ่ายจับตา กับการที่นายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี ได้ทำจดหมายส่วนตัวถึงนายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.
เสนอให้ตัดสิทธิ์นักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชันตลอดชีวิต
โดยระบุชัดถึงสาเหตุที่ทำให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชันในเมืองไทยไม่มีประสิทธิภาพ เพราะให้โอกาสนักการเมืองที่เคยกระทำความผิดในตำแหน่ง กลับมาดำรงตำแหน่งหลังพ้นกำหนด 5 ปี
ฉะนั้นจึงไม่ควรให้โอกาสคนเหล่านี้กลับมากระทำผิดอีก
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ส่งต่อจดหมายดังกล่าวขององคมนตรีต่อให้นายมีชัยในฐานะประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
ที่มีท่าทีสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวเต็มที่
แบะท่าเลยว่า บางทีก็ดีเหมือนกัน หากใช้ธงในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสกัดโกงเป็นตัวตั้ง อาจทำให้ประเทศไทยกลับมาใสสะอาด ปราศจากการทุจริต คอร์รัปชัน ฉ้อราษฎร์บังหลวงลงได้บ้าง
วัดระดับสัญญาณ งานนี้เอาแน่
และเบื้องต้นเลย ก็มีการมองไปถึงตระกูลชินวัตรกับเครือข่ายอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มีคดีพัวพันนัวเนียปมทุจริตคอร์รัปชันเต็มไปหมด ตกอยู่ในข่ายต้องรับชะตากรรมจากการตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต
ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญใหม่ปิดประตูลงกลอน
“ลั่นดาล” เส้นทางอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ กับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร หวนคืนสนามการเมือง
เป็นเรื่องที่ทีมงาน “นายใหญ่” สะดุ้งกว่าใคร
แต่ขณะเดียวกันก็กลายเป็นพรรคประชาธิปัตย์ที่โชว์หนังตัวอย่างเข้ากับสถานการณ์พอดี
ตามท้องเรื่องที่นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส. กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภา ผู้แทนราษฎร
เปิดปฏิบัติการสาวไส้เน่าฝ่ายเดียวกันเอง
แฉแหลกปมทุจริตคอร์รัปชันในกรุงเทพมหานคร ภายใต้การ บริหารของ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ทั้งการล็อกสเปกการประมูลจัดสร้างสวนเฉลิมพระเกียรติ การล็อกสเปกจัดซื้อรถดูดไขมัน การเรียกรับผลประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับผู้อำนวยการเขตเป็นเงินถึง 7 หลัก การเรียกรับเงินค่าเซ็นใบอนุญาตก่อสร้างทั้งๆที่ทำถูกแบบกลางของ กทม.
โดยมีการระบุว่า รองผู้ว่าฯ กทม.บางคนเดินทางไปต่างประเทศเกือบทุกเดือน นั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาสไปเพียง 2 ประเทศคือฝรั่งเศสและเยอรมนี โดยใช้เงินสดซื้อตั๋ว
ทั้งนี้ นายวิลาศยืนยันด้วยว่า จะนำเรื่องต่างๆพร้อม พยานหลักฐานเอกสารและบุคคล เข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน
และพร้อมๆกันก็ยังมีคิวของนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เรียกร้องให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พิจารณาปลดนายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯ กทม.ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากบกพร่องต่อหน้าที่ และไม่มีความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชนชาว กทม.
ข้อมูลต่อเนื่อง สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน
และนั่นก็ทำให้นายจุมพล สำเภาพล กับนายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯ กทม.ต้องออกมาชี้แจงตอบโต้ข้อกล่าวหาของนายวิลาศและนายวัชระ
เคลียร์ปมฉาว ปัดเผือกร้อนกันพัลวัน
ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ก็พยายามตีกรรเชียงระบุจะไม่ร่วมสร้างสงครามวาจา การโต้ตอบกันไปมาจะไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด
ยืนยันมีการต่อสายตรงคุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตลอด
ในมุมที่นายอภิสิทธิ์ก็แสดงความไม่สบายใจการตอบ โต้กันไปมาของคนพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้สังคมเกิดความสับสน ยอมรับต้องมีการพูดคุยกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์
พยายามเคลียร์กันวงในค่ายเดียวกัน
แต่งานนี้ไม่เงียบง่ายๆแน่ เพราะคนในประชาธิปัตย์ล่อกันเองแบบนี้ มันหนีไม่พ้นบานปลาย
แม้จะยังก้ำกึ่งคาบเกี่ยวกับปมขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์
ที่โดยสถานการณ์ ณ วันนี้แตกออกเป็น 2-3 สาย
แยกเป็นลูกข่ายสายตรงของนายอภิสิทธิ์ ทีมงาน กทม. ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ และเครือข่ายใต้ปีกของ “ทิดเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.
เปิดเกมชิงอำนาจการนำพรรค ส่อหักเหลี่ยมกันรุนแรง
แต่นั่นมันก็เรื่องหนึ่ง เพราะสาระสำคัญจริงๆมันอยู่ที่ปมทุจริตคอร์รัปชัน ในสถานการณ์ที่คนระดับองคมนตรีเพิ่งส่งจดหมายแนะนำให้ตัดสิทธิ์นักการเมืองโกงตลอดชีวิต
ท่ามกลางเสียงสนับสนุนจากสังคมแบบเซ็งแซ่
และก็มาเกิดกรณีฉาวโฉ่ การแฉรายการทุจริตภายใต้การบริหารงาน กทม.ใจกลางประเทศไทย ภายใต้การบริหารของทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองเก่าแก่สุดของเมืองไทย ที่ได้รับความไว้วางใจจากคนกรุงมาหลายสมัย
ผูกปียึดศาลาว่าการ กทม.มากว่า 10 ปีแล้ว
จริงอยู่งานนี้ยังไม่มีบทสรุปการสอบสวนอย่างเป็นทางการ ผิดถูกยังต้องรอกระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมายขององค์กรที่เกี่ยวข้องแต่ก็ต้องไม่ลืมว่า คนพรรคเดียวกัน
แฉกันเองมันตอกย้ำน้ำหนัก
เรื่องของเรื่อง เครื่องหมายคำถามย่อมมีไปถึงผู้ใหญ่ของพรรค โดยเฉพาะผู้อาวุโสของพรรคระดับเจ้าหลักการอย่างนายชวน หลีกภัย จะดำเนินการอย่างไร
กับการแสดงความรับผิดชอบตามมาตรฐานของพรรคเก่าแก่
พรรคที่มีเพลงหาเสียงร้องกันติดปากจำกันขึ้นใจท่อนหนึ่งที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ เรารับใช้ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนไทย
ซื่อตรง ไม่โกง ไม่กิน
ค่ายที่ตั้งมาตรฐานป้องกันโกงไว้ว่า ไม่ต้องมีใบเสร็จ ถ้าชัดเจนก็ต้องจัดการ
เอาเป็นว่า งานนี้ถึงจะอ้างว่าอยู่ระหว่างอำนาจพิเศษห้ามทำกิจกรรมการเมืองตามคำสั่งของ คสช.
แต่ภายในมันก็มีวิธีบริหารจัดการกันได้
ทั้งหมดทั้งปวง ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์คือหนึ่งในเงื่อนไขที่โดนเครือข่าย “ทักษิณ” ตั้งแง่ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม 2 มาตรฐานมาตลอด
เพราะห้อยพระรอดอยู่พรรคเดียว ไม่เคยผิดอะไรเหมือนพรรคอื่น
และนั่นก็เป็นอุปสรรค “ปรองดอง” โดยกระบวนการยุติธรรมมาตลอด
ยิ่งไปกว่านั้น พรรคประชาธิปัตย์อีกนั่นแหละที่ถือธงนำปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
งานนี้ถ้าไม่มีการแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานการดำเนินการกับปมคอร์รัปชัน โชว์มาตรฐานการนำปฏิรูป ก็เป็นอะไรที่แสดงให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์ไม่ได้ตั้งใจปฏิรูปอย่างที่ปากเรียกร้อง
แน่จริง ต้องหันกลับมาล้างไส้เน่าของตัวเองด้วย
ไม่ใช่เก่งแต่สาวไส้คนอื่นอย่างเดียว.
ที่มา thairath.co.th
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น